วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
สถานที่ท่องเที่ยวจ.เพชรบูรณ์
เมืองมะขามหวาน อุทยานน้ำหนาว ศรีเทพเมืองเก่า เขาค้ออนุสรณ์ นครพ่อขุนผาเมือง
อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
ข้อมูล
จังหวัด เพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง แวดล้อมไปด้วยพื้นที่ป่า เขาเขียวขจี ภูมิประเทศมี ทัศนียภาพสวยงามไม่ว่าจะเป็นเขาค้อ หรืออุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ทั้งยังมี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจคือ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพซึ่งได้รับรางวัล Thailand Tourism Award ประจำปี ๒๕๔๓ ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโบราณสถานยอดเยี่ยม รวมไปถึงอาหารขึ้นชื่ออย่างไก่ย่างวิเชียรบุรี ขนมจีนหล่มเก่าและผลไม้ยอดนิยมของจังหวัด คือ มะขามหวานเมืองเพชรและลูกเสาวรส เมืองเพชรบูรณ์นี้สันนิษฐานว่า สร้างมา ๒ ยุค
สมัยสุโขทัยหรือพิษณุโลกเป็นเมืองหลวงสังเกตตามแนวกำแพงเมือง ซึ่งเอาลำน้ำไว้กลางเมือง และ ยุคสอง
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีป้อมและกำแพงก่อด้วยอิฐปนศิลา สัณฐานคล้ายเมืองนครราชสีมาแต่เล็กและเตี้ยกว่า เอาแม่น้ำไว้กลางเมืองเช่นเดียวกัน เมืองเพชรบูรณ์ที่สร้างทั้งสองยุคนี้สำหรับป้องกันข้าศึกซึ่งจะยกทัพมาจากฝ่ายเหนือ เพชรบูรณ์เดิมมีชื่อว่า " เพชรบุร " หรือ " พีชปุระ " อันหมายถึง เมืองแห่ง พืชพันธุ์ธัญญาหาร ตัวเมืองตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๔๖ กิโลเมตร อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย ๑๑๔ เมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มแบบท้องกะทะ พื้นที่ของจังหวัดมีลักษณะลาดชันจากทิศเหนือไปใต้ ตอนเหนือเป็นทิวเขาสูง ตอนกลางเป็นที่ราบ ขนาบด้วยเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำป่าสัก
การปกครอง
จังหวัดเพชรบูรณ์มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒ , ๖๖๘ ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๑ อำเภอ คือ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า อำเภอชนแดน อำเภอหนองไผ่ อำเภอบึงสามพัน อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอศรีเทพ อำเภอวังโป่ง อำเภอน้ำหนาว และอำเภอเขาค้อ
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดเลย
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดลพบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดขอนแก่น
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์
ระยะทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอต่าง ๆ
หล่มสัก ๔๔ กิโลเมตร
เขาค้อ ๔๗ กิโลเมตร
ชนแดน ๕๒ กิโลเมตร
หล่มเก่า ๕๕ กิโลเมตร
หนองไผ่ ๕๖ กิโลเมตร
วังโป่ง ๗๐ กิโลเมตร
บึงสามพัน ๘ ๓ กิโลเมตร
วิเชียรบุรี ๑๐๖ กิโลเมตร
ศรีเทพ ๑๒ ๓ กิโลเมตร
น้ำหนาว ๑๔๐ กิโลเมตร
การเดินทาง
รถยนต์ สามารถใช้เส้นทางได้ ๒ เส้นทาง ได้แก่
เส้นทางแรก จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๑ ถึงจังหวัดสระบุรีเลยไปจนถึงสวนพฤกษศาสตร์พุแค ตรงกิโลเมตรที่ ๑๒๕ แยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑ ผ่านอำเภอชัยบาดาล อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ต่อไปอีกประมาณ ๒๒๑ กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทางประมาณ ๓๔๖ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๕ ชั่วโมง
เส้นทางสอง จากากรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๑ ถนนพหลโยธิน ถึงอำเภอวังน้อยแล้วแยกเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์แล้วใช้เส้นทางหมายเลข ๑๑๗ ตรงเข้าจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหมายเลข ๑๒ เส้นพิษณุโลก - หล่มสัก ผ่านเขาค้อ - หล่มสัก เข้าจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมระยะทาง ๕๔๗ กิโลเมตร
รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด มีบริการเดินรถปรับอากาศชั้น ๒ และรถธรรมดากรุงเทพฯ - เพชรบูรณ์ - หล่มสัก ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต ๒ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร . ๐ ๒๙๓๖ ๓๖๕๙ , ๐ ๒๙๓๖ ๓๖๖๗ สาขาเพชรบูรณ์ โทร . ๐ ๕๖๗๒ ๑๕๘๑ หรือ www.transport.co.th นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนบริการเดินรถปรับอากาศชั้น ๑ ในเส้นทางเดียวกัน ได้แก่ เพชรประเสริฐทัวร์ โทร.๐ ๒ ๙๓๖ ๓๒๓๐ สาขาเพชรบูรณ์ โทร . ๐ ๕๖๗๒ ๒๘๑๘ ( จากกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๗ . ๓๐ น .- ๒๓ . ๓๐ น .) และ ถิ่นสยาม ทัวร์ โทร.๐ ๒ ๙๓๖ ๐๕๐๐ , ๐ ๒ ๕๑๓ ๙๐๗๗ ( จากกรุงเทพฯ เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙ . ๓๐ น .- ๒ ๒ . ๔๕ น .) สาขาเพชรบูรณ์ โทร . ๐ ๕๖๗๒ ๑๙๑๓ สาขาหล่มสัก โทร . ๐ ๕๖๗๐ ๒๗๒๕, ๐ ๕๖๗๐ ๑๖๑๓ ( จากหล่มสักเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๘ . ๓๐ น . - ๒๔ . ๐๐ น .)
ครื่องบิน บริษัท พี บี แอร์ จำกัด มีบริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ - เพชรบูรณ์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ สอบถามรายละเอียดโทร . ๐ ๒ ๒๖๑ ๐ ๒ ๒๐ - ๕ สาขาหล่มสัก โทร . ๐ ๕ ๖ ๘๒ ๔๒๖๐ - ๑ หรือ www.pbair.com
สถานที่ท่องเที่ยว จ.เพชรบูรณ์
อำเภอเมือง
- วัดมหาธาตุ
- วัดช้างเผือก
- วัดไตรภูมิ
- วัดพระแก้ว
- ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพชรบูรณ์
- ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- อุทยานแห่งชาติตาดหมอก
- ไร่กำนันจุล (ฟาร์มสเตย์)
- เนินมหัศจรรย์
- อ่างเก็บน้ำชลประทานห้วยป่าแดง หรือ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง
- สวนรุกขชาติหนองนารี
- เขารัง
อำเภอหล่มสัก
- หลักเมืองหล่มเก่า
- อุทยานแห่งชาติเขาค้อ
- อนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง
- หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์
- ถ้ำฤาษีสมบัติ
- วนอุทยานน้ำตกธารทิพย์
อำเภอหล่มเก่า
- ภูทับเบิก
- อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
- วัดศรีมงคล (วัดนาทราย)
อำเภอชนแดน
- ภูเขาหินปะการัง หรือ เขาหน่อ
อำเภอหนองไผ่
- สวนรุกขชาติซับชมภู หรือสวนรุกขชาติน้ำตกซับชมภู
อำเภอบึงสามพัน
- ไร่ชนิกา
- บึงสามพัน
- ทุ่งทานตะวันที่บึงสามพัน
อำเภอวิเชียรบุรี
- วัดวิเชียรบำรุง
- สวนสาธารณะเทศบาลตำบลพุเตย
อำเภอศรีเทพ
- อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
อำเภอวังโป่ง
อำเภอน้ำหนาว
- รอยเท้าไดโนเสาร์
- อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
- สวนภูพนา
- ศูนย์บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
- จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ถ้ำผาหงษ์
- ถ้ำใหญ่น้ำหนาว (ภูน้ำริน)
อำเภอเขาค้อ
- พุทธธรรมสถานพระธาตุผาซ่อนแก้ว
- พระตำหนักเขาค้อ
- เขาค้อ
- อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (หนองแม่นา)
- แก่งบางระจัน
- ภูแก้ว แอดเวนเจอร์ ปาร์ค
- ไร่ บี เอ็น
- น้ำตกศรีดิษฐ์
- เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ
- หอสมุดนานาชาติเขาค้อ
- อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ
- ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ)
- อนุสรณ์จีนฮ่อ
- หมู่บ้านท่องเที่ยวชาวดอย (ม้ง) บ้านเล่าลือ
- หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวเขาบ้านเข็กน้อย
- อ่างเก็บน้ำรัตนัย
- สถานีทดลองเกษตรที่สูงเขาค้อ
- เขาค้อทะเลภู หรือ ศูนย์กลางวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาเพื่อการพึ่งตนเอง (ศวต.)
- สวนสัตว์เปิดเขาค้อ หรือ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาค้อเพชรบูรณ์
- บริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรเขาค้อ จำกัด ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก (เขาค้อ)
ที่พัก ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ร้านอาหาร ในจังหวัดเพชรบูรณ์
- บ้านพักผู้พัน เขาค้อ
- เขาค้อคันทรีโฮม
- เขาค้อทะเลหมอก
- เนินเขาค้อรีสอร์ท
- พรสวรรครีสอร์ท
- ไร่จันทร์แรมรีสอร์ท
- วัลภารีสอร์ท
ประวัติ จ.พิษณุโลก
จังหวัดพิษณุโลก
ตราประจำจังหวัดพิษณุโลก ตราผ้าพันคอลูกเสือจังหวัดพิษณุโลก
ตราประจำจังหวัด ตราผ้าผูกคอลูกเสือ
Cquote1.png พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา Cquote2.png
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย พิษณุโลก
ชื่ออักษรโรมัน Phitsanulok
ชื่อไทยอื่นๆ พิดโลก, สองแคว
ผู้ว่าราชการ นายปรีชา เรืองจันทร์
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2552)
ISO 3166-2 TH-65
สีประจำกลุ่มจังหวัด ม่วง ███
ต้นไม้ประจำจังหวัด ปีบ
ดอกไม้ประจำจังหวัด นนทรี
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 10,815.854 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 16)
ประชากร 845,561 คน[2] (พ.ศ. 2552)
(อันดับที่ 27)
ความหนาแน่น 78.18 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 59)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถนนวังจันทน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 65000
โทรศัพท์ (+66) 0 5525 8947 0 5525 8947 0 5525 8947 0 5525 8947
โทรสาร (+66) 0 5525 8559
เว็บไซต์ จังหวัดพิษณุโลก
แผนที่
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดพิษณุโลก
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย
พิษณุโลก ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนสุดของประเทศไทย หรือเรียกว่า "เหนือล่างกลางบน" มีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่กับประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดาร เช่น สองแคว สระหลวง สองแควทวิสาขะ ไทยวนที
เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอม อยู่ห่างจากที่ตั้งเมืองปัจจุบันลงไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร เรียกว่า "เมืองสองแคว" ที่เรียกเช่นนี้ เพราะตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำน่านกับแม่น้ำเหตุ แต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดินออกห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร
ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบันคือ บริเวณวัดจุฬามณี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลก แต่เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ได้โปรด ให้ย้ายเมืองสองแคว มาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบัน และยังคงเรียกกันติดปากว่า เมืองสองแคว เรื่อยมา
เนื้อหา
[ซ่อน]
* 1 สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
* 2 ภูมิศาสตร์
o 2.1 ที่ตั้งและอาณาเขต
o 2.2 ภูมิประเทศและภูมิอากาศ
* 3 ประวัติศาสตร์
o 3.1 สมัยสุโขทัย
o 3.2 สมัยอยุธยา
+ 3.2.1 ด้านเศรษฐกิจ
+ 3.2.2 ด้านการปกครอง
+ 3.2.3 ด้านศาสนา
+ 3.2.4 ด้านวรรณกรรม
o 3.3 สมัยกรุงธนบุรี
o 3.4 สมัยรัตนโกสินทร์
* 4 หน่วยการปกครอง
* 5 ประชากร
* 6 การคมนาคม
* 7 การศึกษา
* 8 การรักษาพยาบาล
* 9 สถานที่ท่องเที่ยว
* 10 แหล่งช็อปปิ้งและโรงภาพยนตร์
* 11 ของดีจังหวัดพิษณุโลก
* 12 อ้างอิง
* 13 ดูเพิ่ม
* 14 แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
* ตราประจำจังหวัด: รูปพระพุทธชินราช
* ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกนนทรี (Peltophorum pterocarpum)
* ต้นไม้ประจำจังหวัด: ปีบ (Millingtonia hortensis)
* คำขวัญประจำจังหวัด: พระพุทธชินราชงามเลิศ ถิ่นกำเนิดพระนเรศวร สองฝั่งน่านล้วนเรือนแพ หวานฉ่ำแท้กล้วยตาก ถ้ำและน้ำตกหลากตระการตา
[แก้] ภูมิศาสตร์
[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดพิษณุโลกตั้งอยู่ภาคเหนือตอนล่างและอยู่ในเขตภาคกลางตอนบนสุดของประเทศไทย เรียกกันว่า "เหนือล่างกลางบน" ห่างจากกรุงเทพมหานคร 320 กม. มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 10,815 ตร.กม. หรือ 6,759,909 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอพิชัย อำเภอทองแสนขัน และอำเภอน้ำปาด (จังหวัดอุตรดิตถ์) และแขวงไชยบุรี ประเทศลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเมืองพิจิตร อำเภอวชิรบารมี อำเภอสามง่าม และอำเภอสากเหล็ก (จังหวัดพิจิตร)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอหล่มสัก อำเภอเขาค้อ อำเภอวังโป่ง (จังหวัดเพชรบูรณ์) อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนาแห้ว (จังหวัดเลย)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอกงไกรลาศ อำเภอศรีสำโรง (จังหวัดสุโขทัย) และอำเภอลานกระบือ (จังหวัดกำแพงเพชร)
[แก้] ภูมิประเทศและภูมิอากาศ
ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเขตเทือกเขาสูงและที่ราบสูง โดยมีเขตภูเขาสูงด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในเขตอำเภอวังทอง อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเนินมะปราง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ พื้นที่ตอนกลางมาทางใต้เป็นที่ราบ และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในเขตอำเภอบางระกำ อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอพรหมพิราม อำเภอเนินมะปราง และบางส่วนของอำเภอวังทอง
จังหวัดพิษณุโลกมีลมมรสุมพัดผ่านจากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย และแบ่งฤดูกาลออกได้เป็น 3 ฤดู
* ฤดูร้อน ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 32 องศาเซลเซียส
* ฤดูฝน จะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยประมาณปีละ 1,375 มิลลิเมตร
* ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 19 องศาเซลเซียส
ลานหินปุ่ม
[แก้] ประวัติศาสตร์
[แก้] สมัยสุโขทัย
เมืองสองแควอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย
ครั้นสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสองแคว พระองค์ได้เอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงนำความเจริญเป็นอย่างยิ่ง เช่น การสร้างเหมืองฝาย สนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างทางคมนาคมจากเมืองพิษณุโลกไปเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา เพื่อประดิษฐานไว้ใน พระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่)
[แก้] สมัยอยุธยา
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยาเสด็จกรีธาทัพมาหมายจะชิงสุโขทัยซึ่งพระยายุทธิษฐิระ (พระอนุชาของพระองค์) ได้ไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา พระองค์จึงทรงสร้างเมืองใหม่บริเวณเมืองสองแควและเมืองชัยนาท ขนานนามว่า เมืองพระพิษณุโลกสองแคว[3][4][5][6] โดยทรงหมายมั่นปั้นมือ ให้เป็นราชธานีฝ่ายเหนือคู่กับกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา
พิษณุโลกสมัยอยุธยามีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมืองการปกครอง ยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม พิษณุโลกเป็นราชธานีในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ พ.ศ. 2006-พ.ศ. 2031 รวม 25 ปี นับว่าระยะนี้เป็นยุคทองของพิษณุโลก
ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ. 2112-พ.ศ. 2133 ได้ทรงปลุกสำนึกให้ชาวพิษณุโลกเป็นนักกอบกู้เอกราชเพื่อชาติไทย ทรงสถาปนาพิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน
[แก้] ด้านเศรษฐกิจ
เนื่องจากพิษณุโลกตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างรัฐทางเหนือคือล้านนากับกรุงศรีอยุธยาในทางใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งสองบางครั้งเป็นไมตรีกันบางครั้งขัดแย้งกัน ทำสงครามต่อกัน มีผลให้เมืองพิษณุโลกได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีทั้ง 2 รัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจพิษณุโลกเป็นเส้นทางสินค้า ของป่า และผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งเครื่องถ้วย โดยอาศัยการคมนาคมผ่านลำน้ำน่านสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของการค้านานาชาติแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันที่พิษณุโลก มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยคุณภาพดี ซึ่งมีอยู่ทั่วไปบริเวณฝั่งแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย โดยเฉพาะที่วัดตาปะขาวหาย พบเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมเครื่องถ้วยจำพวกโอ่ง อ่าง ไห ฯลฯ เครื่องถ้วยเหล่านี้ นอกจากจะใช้ในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นับว่าเมืองพิษณุโลกมีความสำคัญยิ่งทางเศรษฐกิจ คือเป็นแหล่งทรัพยากรของกรุงศรีอยุธยา
[แก้] ด้านการปกครอง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ จัดระเบียบการปกครองที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา มีอัครเสนาบดีเป็นผู้ช่วยในการบริหารงานคือ สมุหกลาโหมและสมุหนายก โดยหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความดูแลของสมุหกลาโหม และหัวเมืองชายทะเลอยู่ในความดูแลของกรมท่า
พระพุทธชินราช
[แก้] ด้านศาสนา
แม้ว่าเมืองพิษณุโลกจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสงครามระหว่างอยุธยากับล้านนาและอยุธยากับพม่ามาตลอด แต่การศาสนาก็มิได้ถูกละเลย ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณวัตถุและโบราณสถานชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระพุทธรูปและวัดปรากฏในปัจจุบันเช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) วัดจุฬามณี วัดอรัญญิก วัดนางพญา วัดราชบูรณะ วัดเจดีย์ยอดทอง วัดสุดสวาสดิ์ และวัดวังหิน ล้วนเป็นศิลปวัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ของเดิมที่มีมาครั้งกรุงสุโขทัย แสดงว่าด้านพระศาสนาได้มีการบำรุงมาโดยตลอด
ในปัจจุบัน ทั้งพระพุทธชินศรีและพระศรีศาสดาได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร มีเรื่องเล่ากันว่า จากเดิมจะอัญเชิญพระพุทธชินราชมาด้วย แต่เมื่อเอาลงแพ เตรียมที่จะล่องลำน้ำน่านนั้น แพก็ไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้จะตรวจเท่าไร ก็ไม่พบว่าแพติดอะไร แต่แพที่ใช้ในการย้ายก็ไม่ยอมไหลตามน้ำ จึงทำการบวงสรวงขอขมา แล้วนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ตามเดิมจนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่า ท่านเป็นห่วงเมืองของท่าน จะอยู่ปกป้อง
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารวัดจุฬามณีขึ้นในปี พ.ศ. 2007 และพระองค์ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ณ วัดจุฬามณี อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2008 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน มีข้าราชบริพารตามเสด็จออกบวชถึง 2,348 คน และในปี พ.ศ. 2025 มีพระบรมราชโองการให้บูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและให้มีการสมโภชถึง 15 วัน พร้อมกันนั้นได้โปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวง จบ 13 กัณฑ์บริบูรณ์ด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองเมื่อ พ.ศ. 2222 และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณี พร้อมทั้งจารึกเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไว้บนแผ่นศิลาด้วย
ในส่วนของวัดสุดสวาทดิ์นั้น ว่ากันว่าเป็นวัดที่เก่าแก่สร้างในสมัยเดียวกับวัดนางพญา โดยวัดสุดสวาทดิ์นั้นเป็นวัดที่กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพิษณุโลกสร้างให้กับมเหสีที่รักมากที่สุด จึงตั้งชื่อให้ว่า "สุดสวาท" และมีการสร้างพระนางสุดสวาสดิ์ขึ้นมาด้วย พุทธคุณเท่ากับพระนางพญา วัดนางพญา
ในส่วนของวัดวังหินนั้น ถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านการทหารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอย่างมาก เนื่องจากเป็นวัดที่ใช้ในการจัดทัพและปลุกขวัญกำลังใจให้กับทหาร กำลังพลก่อนที่จะทำการออกศึก โดยวัดนี้ ก็มีการจัดสร้างพระเครื่องที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยพระนเรศวรด้วย คือ ลีลาวังหิน โดดเด่นทางด้าน คงกระพันชาตรี
[แก้] ด้านวรรณกรรม
หนังสือมหาชาติคำหลวงได้รับการยกย่องจากวงวรรณกรรมว่า เป็นวรรณคดีโบราณชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีวรรณคดีสำคัญที่นักปราชญ์เชื่อว่านิพนธ์ขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เช่น ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ โคลงทวาทศมาส และกำศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น
เมืองพิษณุโลกในสมัยอยุธยาเคยเป็นทั้งราชธานี เมืองลูกหลวง และเมืองเอก ฉะนั้นจึงได้รับความอุปถัมภ์ทำนุบำรุงในทุก ๆ ด้านสืบต่อกันมา นอกจากบางระยะเวลาที่พิษณุโลกอยู่ในสภาวะสงคราม โดยเฉพาะสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง 2 ครั้ง ความรุ่งเรืองที่เคยปรากฏก็ถดถอยลงบ้าง แต่ในที่สุดก็หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย มาจนถึงปัจจุบัน
[แก้] สมัยกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเห็นว่าพิษณุโลกเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ควรมีผู้ที่เข้มแข็งที่มีความสามารถเป็นเจ้าเมือง จึงทรงแต่งตั้งเจ้าพระยายมราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราชสำเร็จราชการเมืองพิษณุโลกโดยขึ้นต่อกรุงธนบุรี เมื่อได้ทรงแต่งตั้งผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือจนครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จกลับไปยังกรุงธนบุรี
พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าผู้ชำนาญการรบ ได้วางแผนยกทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย ตีได้เมืองตาก เมืองสวรรคโลก บ้านกงธานี และมาพักกองทัพอยู่ที่กรุงสุโขทัย ขณะนั้นเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์กำลังยกกองทัพขึ้นไปตีเชียงแสน เมื่อทราบข่าวข้าศึก จึงรีบยกทัพกลับมารับทัพพม่าที่เมืองพิษณุโลก ก่อนที่อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตั้งค่ายล้อมเมืองพิษณุโลก
กองทัพพม่าพยายามเข้าตีค่ายไทยหลายครั้ง แต่เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ได้ช่วยป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทั้งที่ทหารน้อยกว่าแต่ไม่สามารถชนะกันได้ อะแซหวุ่นกี้ถึงกับกล่าวยกย่องแม่ทัพฝ่ายไทย และขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดรบกัน 1 วัน ทหารทั้งสองฝ่ายรับประทานอาหารร่วมกันด้วย เมื่อแม่ทัพไทยและแม่ทัพพม่ายืนม้าเจรจากันในสนามรบ อะแซหวุ่นกี้ก็เห็นรูปลักษณะของเจ้าพระยาจักรีแล้ว จึงได้กล่าวสรรเสริญและบอกเจ้าพระยาจักรีว่า
Cquote1.svg
ท่านนี้รูปงามฝีมือก็เข้มแข็ง อาจสู้รบกับเราผู้เป็นผู้เฒ่าได้ จงอุตส่าห์รักษาตัวไว้ ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์... ...จงรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาเมืองพิษณุโลกให้จงได้ในครั้งนี้
Cquote2.svg
เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข่าวอะแซหวุ่นกี้ยกกองทัพใหญ่มาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย พระองค์จึงยกทัพใหญ่ขึ้นไปช่วยหัวเมืองฝ่ายเหนือทันที ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ทราบข่าวว่ากองทัพไทยมาตั้งค่ายเพื่อช่วยเหลือเมืองพิษณุโลก จึงแบ่งกำลังพลไปตั้งมั่นที่วัดจุฬามณีฝั่งตะวันตก อะแซหวุ่นกี้เห็นว่าถ้าชักช้าไม่ทันการณ์จึงสั่งให้ทัพพม่าที่กรุงสุโขทัยไปตีเมืองกำแพงเพชร ส่วนกองทัพเมืองกำแพงเพชรไปตีเมืองนครสวรรค์ และสั่งให้กองทัพพม่าอีกกองทัพหนึ่งยกไปตีกรุงธนบุรี การวางแผนของอะแซหวุ่นกี้เช่นนี้ เป็นการตัดกำลังฝ่ายไทยไม่ให้ช่วยเมืองพิษณุโลกและต้องการให้กองทัพไทยระส่ำระสาย
ในที่สุดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชดำริเห็นว่า ไทยเสียเปรียบเพราะมีกำลังทหารน้อยกว่า จึงควรถอยทัพกลับไปตั้งมั่นรับทัพพม่าที่กรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรีเห็นว่าไทยขาดเสบียงอาหารและใกล้จะหมดทางสู้ จึงตัดสินใจพาไพร่พลและประชาชนชายหญิงทั้งหมด ตีหักค่ายพม่าออกจากเมืองพิษณุโลกไปทางทิศตะวันออกได้สำเร็จ พาทัพผ่าน บ้านมุง บ้านดงชมพู ข้ามเขาบรรทัด ไปตั้งรวมรี้พลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์
พม่าล้อมเมืองพิษณุโลกนานถึง 4 เดือน เมื่อเข้าเมืองได้ ก็พบแต่เมืองร้าง อะแซหวุ่นกี้จึงสั่งเผาผลาญทำลายบ้านเมืองพิษณุโลกพินาศจนหมดสิ้น คงเหลือเฉพาะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเท่านั้น
[แก้] สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นตั้งแต่ช่วงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จนถึงก่อนปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงจัดระเบียบการปกครองออกเป็นจตุสดมภ์ แต่ในส่วนภูมิภาคมีการแบ่งเขตการปกครองเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และหัวเมืองประเทศราช
เมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองเอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหัวเมืองฝ่ายเหนือของประเทศไทย มีประชากรประมาณ 15,000 คนซึ่งมีชาวจีน ประมาณ 1,112 คน และมีเมืองต่าง ๆ อยู่ในอำนาจการปกครองดูแลหลายหัวเมืองด้วยกัน เช่น เมืองนครไทย ไทยบุรี ศรีภิรมย์ พรหมพิราม ชุมสรสำแดง ชุมแสงสงครามพิพัฒน์ นครชุมทศการ นครพามาก เมืองการ เมืองคำ ประชาชนส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพสำคัญ คือ ทำนา ทำไร่ หาของป่า ทำไม้ และการเกณฑ์แรงงานไพร่
พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอุตสาหะเสด็จประพาสเมืองเหนืออีกครั้งหนึ่ง โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะนั้นกำลังทรงผนวชเป็นสามเณรก็ได้ตามเสด็จมาด้วย
เมื่อเสด็จถึงเมืองพิษณุโลกได้ทรงประทับและทรงสมโภชพระพุทธชินราชอยู่ 2 วันจึงเสด็จกลับ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 (เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) ได้เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกทุกพระองค์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ที่พระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรในระหว่างเสด็จประพาส เช่น เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง พระราชปรารภเรื่องพระพุทธชินราชและเรื่องลิลิตพายัพ เป็นต้น เอกสารดังกล่าวเหล่านี้ปัจจุบันมีคุณค่าอย่างยิ่งทางด้านประวัติศาสตร์ ส่วนรัชกาลที่ 5 นั้น พระองค์ทรงประทับพระทัยในความศักดิ์สิทธิ์และความสวยงามขององค์พระพุทธชินราช ถึงกับโปรดเกล้าฯ ให้จำลองพระพุทธรูปพระพุทธชินราชไปเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นในสมัยนั้น
ครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานข้ามแม่น้ำน่านหน้าวัดใหญ่ก็ถูกทิ้งระเบิด แต่ทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่ถูกเป้าหมาย ทั้ง ๆ ที่ในอดีต เป็นสะพานไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก
[แก้] หน่วยการปกครอง
แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ 93 ตำบล 1,032 หมู่บ้าน
1. อำเภอเมืองพิษณุโลก
2. อำเภอนครไทย
3. อำเภอชาติตระการ
4. อำเภอบางระกำ
5. อำเภอบางกระทุ่ม
6. อำเภอพรหมพิราม
7. อำเภอวัดโบสถ์
8. อำเภอวังทอง
9. อำเภอเนินมะปราง
แผนที่
[แก้] ประชากร
ประชากร ณ พ.ศ. 2552 รวมทั้งสิ้น 845,561 คน เป็นชาย 415,593 คน หญิง 429,968 คน
[แก้] การคมนาคม
จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ทำให้จังหวัดพิษณุโลกเป็นจุดศูนย์กลางในด้านคมนาคมของภูมิภาคอินโดจีน โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคกลางกับภาคเหนือ รวมทั้งภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย จังหวัดพิษณุโลกจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองบริการสี่แยกอินโดจีน" โดยสามารถเดินทางได้โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (แม่สอด-มุกดาหาร) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (อินทร์บุรี-เชียงใหม่) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) โดยทางหลวงทั้ง 3 สายเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองพิษณุโลก
นอกจากการคมนาคมทางรถยนต์แล้ว การเดินทางมาจังหวัดพิษณุโลกยังสามารถมาด้วยรถไฟ หรือเครื่องบินก็ได้ โดยสายการบินนกแอร์ มีเที่ยวบินมายังท่าอากาศยานพิษณุโลกทุกวัน
[แก้] การศึกษา
จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคภาคเหนือตอนล่าง มีสถานศึกษามากมายทุกระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงดังนี้
โรงเรียน
* โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ
* โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม
* โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี
* โรงเรียนจ่านกร้อง
* โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา
* โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร
* โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก
* โรงเรียนผดุงราษฏ์ พิษณุโลก
* โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยนเรศวร
* ดูที่ รายชื่อโรงเรียนในจังหวัดพิษณุโลก
อาชีวศึกษา
* วิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดพิษณุโลก
* วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก
* วิทยาลัยเทคนิคสองแคว
* วิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลก
* โรงเรียนเทคนิคพณิชยการพิษณุโลก
* โรงเรียนบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีพิษณุโลก
ระดับอุดมศึกษา
* มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นสถาบันอุดมศึกษารัฐบาลแห่งแรกและเป็นศูนย์กลางการศึกษาของจังหวัดพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่าง
* มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
* มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพิษณุโลก
* มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาพิษณุโลก
* มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช พิษณุโลก
* วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
* วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก
* วิทยาลัยพิษณุโลก เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของจังหวัดพิษณุโลก ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องในด้านการเรียนรู้ ก็คือ โรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล
[แก้] การรักษาพยาบาล
จังหวัดพิษณุโลกมีสถานบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่สถานีอนามัย ศูนย์สุขภาพชุมชน คลินิก, โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลทหาร โรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย โดยมีโรงพยาบาลศูนย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุขประจำจังหวัดและประจำภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างคือ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก และมีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูง (Super Tertiary Care) ของภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างก็คือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม คือ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และโรงพยาบาลกองบิน 46
จังหวัดพิษณุโลกยังมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย เช่น
* โรงพยาบาลพิษณุเวช
* โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ
* โรงพยาบาลรัตนเวช
* โรงพยาบาลรัตนเวช 2
* โรงพยาบาลรวมแพทย์พิษณุโลก
* โรงพยาบาลรังษีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ พิษณุโลก (โรงพยาบาลแพทยพร)
* โรงพยาบาลตา พิษณุโลก
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยว
จังหวัดพิษณุโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
* วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช
* พระราชวังจันทร์ เป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
* เขาสมอแครง
* น้ำตกชาติตระการ
* นำตกปอย
* น้ำตกสกุโณทยาน
* อุทยานแห่งชาติแก่งเจ็ดแคว
* อุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ
* อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
* อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
* วนอุทยานเขาพนมทอง
* ล่องแก่ง ลำน้ำเข็ก
[แก้] แหล่งช็อปปิ้งและโรงภาพยนตร์
* เทสโก้ โลตัส สาขาพิษณุโลก
* เดอะ พาร์ค พิษณุโลก (หน้าห้างเทสโก้ โลตัส)
* บิ๊กซี สาขาพิษณุโลก
* แม็คโคร สาขาพิษณุโลก
* ท็อปแลนด์ พลาซ่า และตลาดโลตัส
* ท็อปแลนด์ อาเขต และไอที ซิตี้ (สาขากลางเมือง)
* อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์ สาขาพิษณุโลก
* โฮมโปร สาขาพิษณุโลก
* ศูนย์การค้าปทุมทอง (แหล่งช็อปปิ้งและแหล่งสถาบันกวดวิชาต่างๆ)
* ศูนย์การค้าปทุมทอง (สาขา2)
* พิษณุโลก ไนซ์บาซ่าร์
* ไอเดีย เฟอร์นิเจอร์ มอลล์
* ไทยมาร์ท อิเล็กทรอนิก มอลล์
* ไทยมาร์ท อิเล็กทรอนิก เซ็นเตอร์ (สาขากลางเมือง)
* ประชานิยมพาร์ค
* เจริญพลาซ่า
* ศูนย์การค้าอินโดจีน
* ศูนย์การค้าสุรสีห์
* ตลาดโลตัส สาขา พิษณุโลก ทาวน์
* สกายบิวตี้ ศูนย์การค้าปทุมทอง (หน้าโรงพยาบาลพุทธชินราช)
* Econ Warehouse supermarket (ขาเข้าตัวเมืองพิษณุโลก)
ประวัติ จ.พิจิตร
จังหวัดพิจิตร
ตราประจำจังหวัดพิจิตร ตราผ้าพันคอลูกเสือจังหวัดพิจิตร
ตราประจำจังหวัด ตราผ้าผูกคอลูกเสือ
Cquote1.png ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน Cquote2.png
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทย พิจิตร
ชื่ออักษรโรมัน Phichit
ผู้ว่าราชการ นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร
(ตั้งแต่ พ.ศ. 2552)
ISO 3166-2 TH-66
ต้นไม้ประจำจังหวัด บุนนาค
ดอกไม้ประจำจังหวัด บัวหลวง
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 4,531.013 ตร.กม.[1]
(อันดับที่ 47)
ประชากร 553,193 คน[2] (พ.ศ. 2552)
(อันดับที่ 44)
ความหนาแน่น 122.09 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 38)
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศูนย์ราชการจังหวัดพิจิตร ถนนพิจิตร-ตะพานหิน ตำบลท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร 66000
โทรศัพท์ (+66) 0 5661 1318
โทรสาร (+66) 0 5661 1318
เว็บไซต์ จังหวัดพิจิตร
แผนที่
แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดพิจิตร
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย
พิจิตร เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน มีความหมายว่า "เมืองงาม" ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลก มีแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมไหลผ่าน ตัวเมืองอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน พิจิตรเป็นเมืองเก่าแก่ในสมัยสุโขทัย ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และในศิลาจารึกหลักที่ 8 รัชกาลพระยาลิไท เรียกว่า "เมืองสระหลวง" ซึ่งมีสถานะเป็นหัวเมืองเอกของกรุงสุโขทัย ต่อมาในสมัยอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองโอฆบุรี" ซึ่งแปลว่า "เมืองในท้องน้ำ" ตามตำนานกล่าวว่า พระยาโคตรบองเป็นผู้สร้างเมืองพิจิตร แต่จะสร้างในสมัยใดไม่ปรากฏ นอกจากนี้ เมืองพิจิตรยังเป็นที่ประสูติของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)
ในสมัยอยุธยา พิจิตรเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีตำแหน่งเจ้าเมืองปรากฏตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนนาทหารหัวเมืองว่า ออกญาเทพาธิบดีศรีรณรงค์ฤๅไชยอภัยพิรียภาหะ ศักดินา 5,000 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์ระดับสูง ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีหัวเมืองชั้นตรีเพียง 7 เมืองเท่านั้น คือ เมืองพิชัย เมืองพิจิตร เมืองนครสวรรค์ เมืองพัทลุง เมืองชุมพร เมืองจันทบูร และเมืองไชยา จึงนับว่าในสมัยโบราณ พิจิตรเป็นเมืองที่ค่อนข้างจะมีความสำคัญสูง จนตำแหน่งเจ้าเมืองมีการตราไว้ในพระไอยการฯ ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงตราไว้
ในสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองพิจิตรเป็นเพียงเมืองขนาดเล็ก แต่ก็ยังมีเจ้าเมืองปกครองดังเช่นเมืองอื่น ๆ เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ย้ายเมืองพิจิตรมาตั้งที่บ้านคลองเรียง ซึ่งเป็นคลองขุดใหม่ลัดแม่น้ำน่านที่ตื้นเขิน คลองเรียงจึงกลายเป็นแม่น้ำน่านไป ส่วนบริเวณเมืองพิจิตรเก่ายังปรากฏโบราณสถานอยู่หลายแห่ง ซึ่งมีอายุตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยา
เนื้อหา
[ซ่อน]
* 1 สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
* 2 ที่ตั้งและอาณาเขต
* 3 ลักษณะภูมิประเทศ
* 4 หน่วยการปกครอง
* 5 ประเพณีของจังหวัดพิจิตร
o 5.1 ประเพณีแข่งเรือ
o 5.2 ประเพณีกำฟ้า
* 6 พระพิจิตรเกศคด
* 7 ตำนานชาละวัน
* 8 สถานที่ท่องเที่ยว
* 9 การศึกษา
o 9.1 ระดับอุดมศึกษา
o 9.2 โรงเรียน
* 10 โรงพยาบาลในจังหวัดพิจิตร
* 11 บุคคลสำคัญของจังหวัดพิจิตร
* 12 ห้างสรรพสินค้า
* 13 อ้างอิง
* 14 ดูเพิ่ม
* 15 แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้] สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
* ตราประจำจังหวัด: ต้นโพธิ์ริมสระหลวง
* ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกบัวหลวง (Nymphaea lotus)
* ต้นไม้ประจำจังหวัด: บุนนาค (Mesua ferrea)
* คำขวัญประจำจังหวัด: ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ แข่งเรือยาวประเพณี พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน เพลิดเพลินบึงสีไฟ ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร รสเด็ดส้มท่าข่อย ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง ตำนานเมืองชาละวัน
[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดพิจิตรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศเหนือประมาณ 350 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 5,020 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
* ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดพิษณุโลก
* ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดนครสวรรค์
* ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดเพชรบูรณ์
* ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดกำแพงเพชร
[แก้] ลักษณะภูมิประเทศ
มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มตอนกลางและค่อยสูงขึ้นทางทิศตะวันออกและตะวันตกมีแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านไหลผ่านจากเหนือจรดใต้ มีบึงสีไฟ และบึง หนอง คลอง อีกจำนวนมาก สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปอุณหภูมิเฉลี่ย 30.2 องศาเซลเซียส ต่ำสุดโดยประมาณ 14.4 องศาเซลเซียส สูงสุดโดยเฉลี่ยประมาณ 33.2 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 911.3 มิลลิเมตร สูงสุด 1,113.9 มิลลิเมตร การประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นภาคการผลิตหลัก รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรม การค้าส่ง การค้าปลีก และการบริการ ผลผลิตสำคัญได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเขียว และการประมง
[แก้] หน่วยการปกครอง
การปกครองแบ่งออกเป็น 12 อำเภอ 89 ตำบล 852 หมู่บ้าน
1. อำเภอเมืองพิจิตร
2. อำเภอวังทรายพูน
3. อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
4. อำเภอตะพานหิน
5. อำเภอบางมูลนาก
6. อำเภอโพทะเล
7. อำเภอสามง่าม
8. อำเภอทับคล้อ
9. อำเภอสากเหล็ก
10. อำเภอบึงนาราง
11. อำเภอดงเจริญ
12. อำเภอวชิรบารมี
แผนที่
1. ตำบลในเมือง
2. ตำบลเมืองเก่า
3. ตำบลคลองคะเชนทร์
4. ตำบลท่าหลวง
5. ตำบลย่านยาว
6. ตำบลไผ่ขวาง
7. ตำบลโรงช้าง
8. ตำบลปากทาง
9. ตำบลสามง่าม
10. ตำบลรังนก
[แก้] ประเพณีของจังหวัดพิจิตร
ประเพณีแข่งเรือยาวของเมืองพิจิตร
จระเข้เมืองพิจิตร
หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง พระพุทธรูปที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวพิจิตร
[แก้] ประเพณีแข่งเรือ
จังหวัดพิจิตรมีการแข่งเรือประเพณีมาเป็นเวลานานแล้วเพราะมีธรรมเนียมว่า วัดใดถ้าจัดงาน ปิดทองไหว้พระแล้วก็จะต้องจัดงานแข่งเรือควบคู่กันไปด้วย มักจัดกันในฤดูน้ำหลาก ประมาณวันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือนกันยายนของทุกปี ในงานจะมีการแข่งเรือประเพณีและการประกวดขบวนแห่เรือต่างๆ ในแม่น้ำน่าน หน้าวัด ท่าหลวง มีการจัดกิจจกรรมภายในงานที่น่าสนในมากมาย
[แก้] ประเพณีกำฟ้า
เป็นประเพณีสำคัญของชาวบ้านป่าแดง ตำบลหนองพยอม ซึ่งเป็นชาวไทยพวน ซึ่งถือปฏิบัติต่อกันมา เป็นเวลาช้านาน จัดตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำและ 3 ค่ำ เดือน 3 (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) เพื่อแสดง ความเคารพบูชาเทวดาและพระมหากษัตริย์ เมื่อถึงวันกำฟ้าชาวไทยพรวนจะกลับมายังบ้านของตน เพื่อร่วมทำบุญกับญาติพี่น้อง พบปะสังสรรค์และเล่นกีฬาพื้นบ้าน
[แก้] พระพิจิตรเกศคด
ตามตำนานเล่าว่าในสมัยโบราณ พิจิตรเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย เวลามีศึกสงคราม ก็มักจะมีการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ชาวพิจิตรไปรบ และนักรบจากเมืองพิจิตรนี้มีความกล้าหาญอย่างยิ่ง ก็มีผู้สงสัยว่าทำไมนักรบเหล่านี้จึงกล้าหาญ ก็ปรากฏว่า ชายฉกรรจ์เหล่านี้ต่างมีพระเครื่อง ที่เป็นวัตถุมงคลติดตัวไปทุกคน และพระเครื่องเหล่านี้ก็แปลกกว่าที่อื่น ๆ คือตรงเศียรพระจะเอียงไม่ตรง เข้าใจว่าพิมพ์ที่นำมาใช้หล่อพระนั้นจะทำไม่ตรง แต่ภายหลังก็เป็นที่นิยมกันว่า พระเครื่องของพระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ที่ทำขึ้นในเมืองพิจิตรในสมัยต่อมามักจะทำเกศให้คด เป็นรูปพิมพ์นิยม จึงเรียกกันติดปากว่า พิจิตรเกศคด
[แก้] ตำนานชาละวัน
ชาละวัน เป็นจระเข้ใหญ่เลื่องชื่อแห่งแม่น้ำน่านเก่าเมืองพิจิตร สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยที่พิจิตรมีเจ้าเมืองปกครอง ตามตำนานกล่าวว่า มีตายายสองสามีภรรยา ออกไปหาปลาพบไข่จระเข้ที่สระน้ำแห่งหนึ่ง จึงเก็บมาฟักเป็นตัวแล้วเลี้ยงไว้ในอ่างน้ำ เพราะยายอยากเลี้ยงไว้แทนลูก ต่อมาจระเข้ตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปเลี้ยงไว้ในสระใกล้บ้านหาปลามาให้เป็นประจำ ต่อมาตายายหาปลามาให้เป็นอาหารไม่พออิ่ม จระเข้ตัวนั้นจึงกินตายายเป็นอาหาร เมื่อขาดคนเลี้ยงดูให้อาหาร จระเข้ใหญ่จึงออกจากสระไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำน่านเก่าซึ่งอยู่ห่างจากสระตายายประมาณ 500 เมตร
แม่น้ำน่านเก่าในสมัยนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลานานาชนิดและมีน้ำบริบูรณ์ตลอดปี ขณะนั้นไหลผ่านบ้านวังกระดี่ทอง บ้านดงเศรษฐี ล่องไปทางใต้ ไหลผ่านบ้านดงชะพลู บ้านคะเชนทร์ บ้านเมืองพิจิตรเก่า บ้านท่าข่อย จนถึงบ้านบางคลาน จระเข้ใหญ่ก็เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแม่น้ำตั้งแต่ย่านเหนือเขตวังกระดี่ทอง ดงชะพลู จนถึงเมืองเก่า แต่ด้วยจระเข้ใหญ่ของตายายได้เคยลิ้มเนื้อมนุษย์แล้ว จึงเที่ยวอาละวาดกัดกินคนทั้งบนบกและในน้ำไม่มีเว้นแต่ละวัน จึงถูกขนานนามว่า "ไอ้ตาละวัน" ตามสำเนียงภาษาพูดของชาวบ้านที่เรียกตามความดุร้ายที่มันทำร้ายคน ไม่เว้นแต่ละวัน ต่อมาก็เรียกเพี้ยนเสียงเป็น "ไอ้ชาละวัน" และเขียนเป็น "ชาลวัน" ตามเนื้อเรื่องในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ชื่อของชาละวันแพร่สะพัดไปทั่วเพราะเจ้าชาละวันไปคาบเอาบุตรสาวคนหนึ่งของเศรษฐีเมืองพิจิตรขณะกำลังอาบน้ำอยู่ที่แพท่าน้ำาหน้าบ้าน เศรษฐีจึงประกาศให้สนบนหลายสิบชั่ง พร้อมทั้งยกลูกสาวที่มีอยู่อีกคนหนึ่งให้แก่ผู้ที่ฆ่าชาละวันได้ ไกรทอง พ่อค้าจากเมืองล่าง สันนิษฐานว่าจากเมืองนนทบุรี รับอาสาปราบจระเข้ใหญ่ด้วยหอกลงอาคมหมอจระเข้ ถ้ำชาละวันสันนิษฐานว่าอยู่กลางแม่น้ำน่านเก่า ปัจจุบันอยู่ห่างจากที่พักสงฆ์ถ้ำชาละวัน บ้านวังกระดี่ทอง ตำบลย่านยาว ไปทางใต้ประมาณ 300 เมตร ทางลงปากถ้ำเป็นโพรงลึกเป็นรูปวงกลมมีขนาดพอดี จระเข้ขนาดใหญ่มากเข้าได้อย่างสบาย คนรุ่นเก่าได้เล่าถึงความใหญ่โตของชาละวันว่า เวลามันอวดศักดาลอยตัวปริ่มน้ำขวางคลอง ลำตัวของมันจะยาวคับคลอง คือหัวอยู่ฝั่งนี้ หางอยู่ฝั่งโน้น เรื่องชาละวันเป็นเรื่องที่เลื่องลือมาก จนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่อง "ไกรทอง" และให้นามจระเข้ใหญ่ว่า "พญาชาลวัน"
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยว
* บึงสีไฟ อำเภอเมืองพิจิตร
* สวนสัตว์ อำเภอเมืองพิจิตร
* สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อำเภอเมืองพิจิตร
* วัดท่าหลวง วัดราชดิตถาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองพิจิตร
* วัดหิรัญญาราม อำเภอเมืองพิจิตร
* วัดโพธิ์ประทับช้าง อำเภอเมืองพิจิตร
* วัดมหาธาตุวัดนครชุม อำเภอเมืองพิจิตร
* ศาลหลักเมือง อำเภอเมืองพิจิตร
* อุทยานเมืองเก่าพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร
* วัดโรงช้าง อำเภอเมืองพิจิตร
* รูปปั้นพญาชาละวัน อำเภอเมืองพิจิตร
* ศาลเจ้าแม่ทับทิม อำเภอเมืองพิจิตร
* เหมืองแร่ทองคำเขาพนมพา อำเภอวังทรายพูน
* บึงน้ำกลัด อำเภอตะพานหิน
* พระพุทธเกตุมงคล อำเภอตะพานหิน
* วัดหิรัญญาราม อำเภอโพทะเล
* วัดท่าช้าง อำเภอบางมูลนาก
* วัดห้วยเขน อำเภอบางมูลนาก
* วัดทับคล้อ (สวนโพธิสัตว์) อำเภอทับคล้อ
* วัดยางสามต้นวนาราม (วัดไตรยาง) อำเภอวังทรายพูน
* วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน
บึงสีไฟ
อุทยานเมืองเก่าพิจิตร
พระพุทธเกตุมงคล
วัดท่าหลวง
[แก้] การศึกษา
[แก้] ระดับอุดมศึกษา
* วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
* ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลพิจิตร (สถาบันร่วมผลิตแพทย์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร)
* ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยนเรศวร
* ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
* ศูนย์วิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
[แก้] โรงเรียน
* ดูที่ รายชื่อโรงเรียนในจังหวัดพิจิตร
[แก้] โรงพยาบาลในจังหวัดพิจิตร
* โรงพยาบาลพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร
* โรงพยาบาลทัศนเวช อำเภอเมืองพิจิตร
* โรงพยาบาลสหเวช อำเภอเมืองพิจิตร
* โรงพยาบาลพิษณุเวช สาขาพิจิตร อำเภอเมืองพิจิตร
* โรงพยาบาลภัทรเวช อำเภอเมืองพิจิตร
* โรงพยาบาลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ
* โรงพยาบาลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก
* โรงพยาบาลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน
* โรงพยาบาลสามง่าม อำเภอสามง่าม
* โรงพยาบาลโพทะเล อำเภอโพทะเล
* โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง
* โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน อำเภอตะพานหิน
* โรงพยาบาลตะพานหินรวมแพทย์ อำเภอตะพานหิน
[แก้] บุคคลสำคัญของจังหวัดพิจิตร
1. ไพฑูรย์ แก้วทอง
2. นราภัทร แก้วทอง
3. ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์
4. วินัย ภัทรประสิทธิ์
5. สนั่น ขจรประศาสน์
6. กนก วงษ์ตระหง่าน
7. จักรกริช บุญคำ
8. เฉลียว อยู่วิทยา
9. ยอดรัก สลักใจ
10. วีระ ธีรภัทร
11. ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
12. แหลมทอง บัวไทย
13. เด่น จุลพันธ์ (อีเกิ้ล อากากูร่า)
14. ดาหวัน สิงห์วี
15. สันติ ดวงสว่าง (จเร ภู่ทอง)
16. จอมขวัญ กัลยา
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
|
ที่มา : หอมรดกไทย www.heritage.thaigov.net |
ประวัติศาสตร์ คือ การศึกษาความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากการที่ได้บันทึกเก็บไว้ หรือประสบการณ์จากผู้รู้โดยตรง
นักประวัติศาสตร์จะ ค้นพบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เช่น จากบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร (การเขียนหรือการพิมพ์) เช่น จากบันทึกของเฮโรโดตุส (Herodotus) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเป็นคนแรกของโลก เป็นต้น หรือเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันโดยปากเปล่า รวมทั้งหลักฐานทางโบราณคดีจากการขุดค้นพบซากสิ่งของต่าง ๆ เช่น สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์รู้จักลายลักษณ์อักษรในยุคหินจะเรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์
เนื้อหา |
การ บัญญัติศัพท์
คำว่า "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทย เกิดจากการสมาสคำศัพท์ภาษาบาลี "ประวัติ" (ปวตฺติ) ซึ่งหมายถึง เรื่องราวความเป็นไป และคำศัพท์ภาษาสันสกฤต "ศาสตร์" (ศาสฺตฺร) ซึ่งแปลว่า ความรู้
สำหรับศัพท์ "ประวัติศาสตร์" ในภาษาไทยถูกบัญญัติขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว เพื่อเทียบเคียงกับคำว่า "History" และเพื่อให้มีความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า "พงศาวดาร" (Chronicle) ที่ใช้กันมาแต่เดิม
สำหรับคำว่า history ในภาษาอังกฤษ มีที่มาจากคำว่า historia ในภาษากรีก ซึ่งมีความหมายว่าการไต่สวนหรือค้นคว้า
ความ หมาย
"ประวัติศาสตร์" เป็นคำที่มีความหมายหลากหลาย แต่ความหมายที่สำคัญที่ใช้โดยทั่วไปคือ 1) เหตุการณ์ในอดีตทั้งหมดของมนุษย์ หรืออดีตทั้งหมดของมนุษย์ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกจนถึงวินาทีที่พึ่ง ผ่านมา และ 2) หมายถึงเรื่องราวของบางเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตที่เรารู้หรือเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์สร้างขึ้นมาเกี่ยวกับอดีตที่ผ่านพ้นไป
นักปรัชญาประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงให้คำอธิบายถึงคำว่า "ประวัติศาสตร์" ไว้ เช่น
อาร์. จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) อธิบายว่าประวัติศาสตร์คือวิธีการวิจัยหรือการไต่สวน ... โดยมีจุดมุ่งหมายจะศึกษาเกี่ยวกับ ... พฤติการณ์ของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในอดีต (history is a kind of research or inquiry ... action of human beings that have been done in the past.)
อี. เอช. คาร์ (E. H. Carr) อธิบายว่าประวัติศาสตร์นั้นก็คือกระบวนการอันต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อมูลของเขา ประวัติศาสตร์คือบทสนทนาอันไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต[1] (What is history?, is that it is a continuous process of interaction between the present and the past.)
ส่วน ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสหรัฐอเมริกาอธิบายถึง คำว่าประวัติศาสตร์และเตือนผู้ศึกษา/อ่านประวัติศาสตร์ไว้น่าสนใจ ดังนี้ "การเข้าใจอดีตนั้นคือประวัติศาสตร์ ... เราต้องเข้าใจว่าความรู้เกี่ยวกับอดีตนั้นสร้างใหม่ได้เรื่อยๆ เพราะทัศนะมุมมองของสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนอยู่เสมอ ..."
วิธี การทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้และคำตอบที่เชื่อว่าสะท้อน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตได้ถูกต้องมากที่สุด ซึ่งไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการศึกษา และการใช้เหตุผลในการตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานและนำไปใช้อย่างถูกต้อง ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สะท้อนข้อเท็จจริงที่แตกต่างจาก นิทาน นิยาย หรือเรื่องบอกเล่าที่เลื่อนลอย
การศึกษาประวัติศาสตร์เริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานหลัก 5 คำถาม คือ "เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต" (What), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่" (When), "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ไหน" (Where), "ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น" (Why), และ "เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" (How) วิธิการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่
- การรวบรวมหลักฐาน
- การคัดเลือกหลักฐาน
- การวิเคราะห์ ตีความ ประเมินหลักฐาน
- การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของหลักฐาน
- การนำเสนอข้อเท็จจริง[2]
นอกจากนี้ รอบิน จี. คอลลิงวูด (R. G. Collingwood) นักปรัชญาประวัติศาสตร์คนสำคัญชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Idea of History ให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธิการศึกษาประวัติศาสตร์ ดังนี้
- วิธีการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างจากการศึกษาหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์
- นักประวัติศาสตร์ต้องระมัดระวังในการยืนยันความถูกต้องของหลักฐาน
- การนำเสนอในลักษณะ "ตัด-แปะประวัติศาสตร์" ไม่ถูกต้องและเป็นวิธีการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ควรนำเสนอโดยการประมวลความคิดให้เป็นข้อสรุป
- วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่มีลักษณะเป็นแบบวิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถาม
ประโยชน์ของการศึกษาประวัติศาสตร์จะช่วยให้มนุษย์เกิดสำนึกในการค้นคว้า และสืบค้นข้อมูลที่เชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน อันสร้างความภูมิใจและกระตุ้นความรู้สึกนิยมในชาติหรือเผ่าพันธุ์ ตลอดจนตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้, ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากอดีตเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับปัจจุบัน องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาประวัติศาสตร์จะทำให้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบจากปัญหา, การศึกษาประวัติศาสตร์ก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายให้เป็น ประโยชน์ต่อทั้งปัจจุบันและอนาคต, วิธีการทางประวัติศาสตร์ทำให้ผู้ศึกษาสั่งสมประสบการณ์และทักษะในการวิ เคราะห์ ไต่สวน และแก้ปัญหา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการศึกษาศาสตร์แขนงอื่น ๆ คุณสมบัตินี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรในสังคมที่ เจริญก้าวหน้าและมีพัฒนาการสูง
สำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ประกอบด้วย
- มีความเป็นกลาง (Objectiveness or Objectivity)
- มีความคิดที่เป็นประวัติศาสตร์ (Historical thinking)
- มีความถูกต้องแม่นยำ (Accurary)
- มีความเป็นระเบียบในการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล (Love of order)
- มีลำดับการทำงานที่เป็นตรรกะ (Logic)
- มีความซื่อสัตย์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง (Honesty)
- มีความระมัดระวังในการใช้หลักฐาน (Self-awareness)
- มีจินตนาการ (Historical imagination)[3]
การ จำแนกประเภทของการศึกษาประวัติศาสตร์
หากศึกษาพัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ในดินแดนต่าง ๆ พบว่าการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของมนุษย์และสังคมของตนเริ่มจากสิ่งที่ อยู่ใกล้ตัวและค่อย ๆ ขยายไปสู่สังคมที่ไกลตัวออกไป โดยทั่วไปสามารถแบ่งขอบเขตการศึกษาประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การศึกษาเฉพาะพื้นที่และการศึกษาเฉพาะหัวข้อ
การ ศึกษาประวัติศาสตร์เฉพาะพื้นที่
คือการใช้พื้นที่ทางภูมิศาสตร์กำหนดขอบเขตของการศึกษา โดยเน้นศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในกรอบพื้นที่ จำแนกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
- ประวัติศาสตร์โลก (World History)
คือการศึกษาเรื่องราวและพัฒนาการของสังคมโลกในลักษณะที่เป็นองค์รวม ไม่เน้นเขตพื้นที่ใดโดยเฉพาะ เช่น การศึกษาอารยธรรมโลก การปฏิวัติ วิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การขยายตัวของลัทธิล่าอาณานิคม สงครามโลก และสงครามเย็น เป็นต้น
- ประวัติศาสตร์ชาติ (National History)
คือการศึกษาเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ
- ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น (Local History)
คือการศึกษาประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่เฉพาะ เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติศาสตร์เมือง/จังหวัด โดยเนื้อเรื่องที่ศึกษาอาจจะเน้นในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กำเนิด/พัฒนาการของสถาบันใดสถาบันหนึ่งในท้องถิ่น อาชีพ กลุ่มชนต่าง ๆ เชื้อชาติ ศาสนา และประเพณีในท้องถิ่น ฯลฯ
การ ศึกษาเฉพาะหัวข้อ
คือการศึกษาประวัติศาสตร์เฉพาะด้านในดินแดนต่าง ๆ เดิมแบ่งการศึกษาออกเป็นหัวข้อใหญ่ ดังนี้
- ประวัติศาสตร์การเมือง
- ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
- ประวัติศาสตร์สังคม[4]
ต่อมา เมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์มีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้มีการศึกษาในหัวข้อเฉพาะและลึกซึ้งมากกว่าเดิม เช่น
- ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
- ประวัติศาสตร์พรรคการเมือง
- ประวัติศาสตร์การทหาร
- ประวัติศาสตร์การทูต
- ประวัติศาสตร์พัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์
- ประวัติศาสตร์สตรี[5]
- ประวัติศาสตร์ครอบครัว[6]
- ประวัติศาสตร์สงคราม
- ประวัติศาสตร์ลัทธิทุนนิยม
- ประวัติศาสตร์ศิลปะ
- ประวัติศาสตร์การละคร
- ประวัติศาสตร์นิพนธ์
- ประวัติศาสตร์อนาคต ฯลฯ
การ แบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
การ แบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์ตะวันตก
ความนิยมในการแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์ยุโรปมักแบ่งเป็น 3 สมัย ได้แก่
การ แบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มิลตัน ออสบอร์น (Milton Osborne) นักประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาวออสเตรเลียแบ่งยุคสมัยไว้อย่าง หลวม ๆ ดังนี้
การ แบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์ไทย
- ดูบทความหลักที่ ประวัติศาสตร์ไทย
นัก ประวัติศาสตร์คนสำคัญ
นัก ประวัติศาสตร์ตะวันตก
- เฮโรโดตัส (Herodotos; Herodotus 484-425 ปีก่อน ค.ศ.)
- ฟรานเชสโก เพทราค (Francesco Petrach ค.ศ. 1304-1374)
- ลอเรนโซ วัลลา (Lorenzo Valla ค.ศ. 1406-1457)
- ลีโอโปลด์ ฟาน รังเก (Leopold van Ranke ค.ศ. 1795-1886)
- คาร์ล มาร์ก (karl Marx ค.ศ. 1818-1883)
- ฟรีดริช นิตเช (Friedrich Nietzsche ค.ศ. 1844-1900)
- อาร์. จี. คอลลิงวูด (R.G. Collingwood ค.ศ. 1889-1943)
- อี. เอช. คาร์ (E.H. Carr ค.ศ. 1892-1982)
- มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault ค.ศ. 1926-1984)
- ปีเตอร์ เบิร์ก (Peter Burke ค.ศ. 1937-ปัจจุบัน)
- จอห์น เอช. อาร์โนลด์ (John H. Arnold)
นัก ประวัติศาสตร์จีน
- ซือหม่าเชียน (Si Ma Qian ประมาณ 135-86 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
- ปัน กู่ (Ban Gu ค.ศ. 32-92)
- คังหยู่เหวย (kang Youwei ค.ศ. 1858-1927)
- จอห์น เค. แฟร์แบงค์ (John K. Fairbank ค.ศ. 1907-1991)
- เกล เฮอแชทเทอร์ (Gail Hershatter)
นัก ประวัติศาสตร์อินเดีย
- เซียอุดดิน บาร์นี (Ziauddin Barni ค.ศ. 1285-1357)
- วินเซนต์ สมิท (Vincent Smith ค.ศ. 1843-1920)
- เยาว์หราล เนห์รู (Jawaharial Nehru ค.ศ. 1889-1964)
- พิพาน จันทรา (Bipan Chandra ค.ศ. 1928-ปัจจุบัน)
นัก ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ดี.จี.อี.ฮอลล์ (D.G.E. Hall ค.ศ. 1891-1979)
- เบเนดิก แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson ค.ศ. 1936-ปัจจุบัน)
- เดวิด เค. วัยอาจ (David K. Wyatt ค.ศ. 1937-2006)
- มิลตัน ออสบอร์น (Milton Osborne)
- เครก เจ. เรย์โนลดส์ (Craig J. Reynolds)
- บาร์บารา วัดสัน อันดายา (Barbara Watson Andaya)
- แอนโทนี รีด (Anthony Reid)
นัก ประวัติศาสตร์ไทย
- พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว (พ.ศ. 2347-2411)
- เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) (พ.ศ. 2356-2413)
- สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. 2405-2486)
- พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2423-2468)
- ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์ พ.ศ. 2440-2523)
- หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ พ.ศ. 2441-2505)
- รองอำมาตย์ตรีชัย เรืองศิลป์ (พ.ศ. 2447-2518)
- ขจร สุขพานิช (พ.ศ. 2456-2521)[1]
- ประเสริฐ ณ นคร (พ.ศ. 2461-ปัจจุบัน)
- จิตร ภูมิศักดิ์ (พ.ศ. 2473-2509)
- ศรีศักร วัลลิโภดม (พ.ศ. 2481-ปัจจุบัน)[2]
- นิธิ เอียวศรีวงศ์ (พ.ศ. 2483-ปัจจุบัน)
- ไมเคิล ไรท์ (พ.ศ. 2483-2552)
- ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (พ.ศ. 2484-ปัจจุบัน)
- สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (พ.ศ. 2501-ปัจจุบัน)
- ธงชัย วินิจจะกูล
การ เรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2459 มีการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นวิชาความรู้พื้นฐานสำหรับ นิสิตในคณะต่าง ๆ (นโยบายนี้ยังปรากฏในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) ซึ่งเปิดสอนใน พ.ศ. 2477 ด้วย) ต่อมา ในปลายปี พ.ศ. 2466 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย ทรงดำเนินการปรับปรุงคณะแพทยศาสตร์และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงจัดหลักสูตรสำหรับวิชาประวัติศาสตร์ด้วยพระองค์เอง โดยทูลเชิญและเชิญผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางมาปาฐกถา เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายประวัติศาสตร์ไทย และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติทรงบรรยาย อิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียต่อวัฒนธรรมไทย เป็นต้น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจึงเปิดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท โดยก่อน พ.ศ. 2516 มีสถาบันอุดมศึกษาเพียง 2 แห่งที่เปิดสอนวิชาประวัติศาสตร์ในระดับปริญญาโท คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒใน ปัจจุบัน)
ความรู้ได้มาจาก www.google